สมชาย แก้วทอง

Feb 13th 2009
15,653 views

somchai-kaeothong

Designer : สมชาย แก้วทอง
ตำแหน่ง : เจ้าของร้าน Kai
การศึกษา : อุดมศึกษา คณะจิตกรรม มหาวิทยาลัยศิลปกร
ประวัติการทำงาน
   1968 เริ่มเปิดร้าน Kai เมื่ออายุ 22 ปี
ผลงานที่ภาคภูมิใจ / ประทับใจ
   ภูมิใจทุกผลงานที่เคยทำแฟชั่นโชว์ แต่ไม่เคยเต็ม 100 ก็เลยไม่จดจำ
กิจกรรมที่ทำสมัยยังศึกษาอยู่
   เรียนบัลเลต์ กับท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช / ชอบศิลปะคลาสสิกชั้นสูงทุกชนิด
กิจกรรมยามว่าง / งานอดิเรก
ไม่ชอบออกงานใดๆ ชอบอยู่เงียบๆ คนน้อยๆ, ไม่ต่างจังหวัด, ชอบทานอาหารทะเล, ชอบดูบัลเลต์, ชอบดูโอเปร่ามากๆ

      กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไข่-สมชาย แก้วทอง คือเจ้าของห้องเสื้อ Kai ผู้ที่ลุกขึ้นมาทำเสื้อผ้าในเชิงธุรกิจโดยใช้นางแบบคนไทยเดินบนแคทวอล์คตามแบบฝรั่ง ครั้งนั้นแฟชั่นโชว์ชุดแรกของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์ฮอลลีวู้ดเรื่อง The Great Gatsby ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และผลจากการเดินแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นดังกล่าวทำให้เสื้อผ้า Kai ขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ส่งให้ชื่อเสียงของ ไข่-สมชาย แก้วทอง โด่งดังเป็นพลุแตก จนต้องจัดงานแฟชั่นโชว์ของตัวเองตามมาอีกหลายงาน

     ไข่-สมชาย ถือเป็นคนแรกที่เปิดเส้นทางให้เกิดอาชีพนางแบบขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพราะเขาจะจ่ายค่าตัวให้นางแบบทุกคนที่มาเดินแบบเสื้อให้ จนเรียกได้ว่า ไข่-สมชาย คือมือปั้นนางแบบอาชีพเข้าสู่วงการแฟชั่นจำนวนมากอย่างแท้จริง

     หลายปีที่อยู่ในวงการแฟชั่นมา ไข่-สมชาย แก้วทอง คือดีไซน์เนอร์ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายรูปแบบ แต่ด้วยความที่เขารักและคลุกคลีกับงานทางด้านเสื้อผ้ามาตั่งแต่ยังเด็กๆ ทำให้งานที่เขาทำจนทุกวันนี้ กลายเป็นงานที่มีค่าทั้งกับตัวผู้สร้างและตัวผู้สวมใส่เป็นอย่างดี

     “หลังจากพี่ชายต้องไปอยู่โรงเรียนประจำที่ จ.ยะลา บ้านผมก็เหลือแค่พี่สาว 2 คน แล้วก็แม่ ซึ่งผมสนิทกับแม่มาก เมื่อก่อนที่บ้านผมจะคลุกคลีกับเรื่องของการเย็บ ปัก ถัก ร้อย ไม่ว่าจะเป็นการถักเสื้อกันหนาว ถักโครเชท์ ถักผ้าคลุมไหล่ ทำให้ผมซึมซับกับเรื่องราวของงานประดิษฐ์ตั่งแต่นั้นมา และด้วยความที่ผมมีพื้นฐานด้านวาดเขียนอยู่แล้ว ก็เลยทำให้เราสนใจงานทางด้านศิลปะมากขึ้น อย่างตอนที่เรียนมัธยมที่ จังหวัดยะลา อาจารย์ที่สอนวิชาศิลปะมักจะจัดกิจกรรมบ่อย อย่างจัดให้ขี่จักรยานไปเขียนรูปนอกเมือง เราก็ได้ประสบการณ์ทางด้านการวาดรูปจากตรงนี้ด้วย”

     “พอจบมัธยม ผมก็มาเรียนเพาะช่างที่กรุงเทพฯ มีโอกาศได้มาเดินแถวๆ พาหุรัดบ่อยเข้า เห็นเสื้อผ้าหลากหลายแบบก็ทำให้ชอบเข้าไปใหญ่ เลยเป็นแนวทางทำให้เราเลือกที่จะทำอาชีพตัดเสื้ออย่างไม่ต้องลังเลอะไรเลย พอจบ ปี 3 ที่เพาะช่าง ผมก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ เรียนอยู่ที่นั้นจนกระทั้งปี 3 เราก็ค้นพบตัวเองว่าเราพร้อมที่จะทำงานแล้ว ก็เลยออกมาเปิดร้านตัวเสื้อเลย เพราะรู้ว่ามันใช่สำหรับเราแล้ว คือการที่เราเลือกจะทำอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้ามันรู้สึกว่ามีอะไรดึงดูดเรามาตั่งแต่เด็ก จนพอเราโตอายุประมาณ 22 ปี เราก็คิดว่าปริญญาไม่มีความหมายสำหรับเราอีกต่อไป”

     “การที่เราทำงานมาตั่งแต่อายุ 22 ปี แล้วไม่มีความรู้พื้นฐานด้านการตัดเย็บเสื้อผ้า และไม่เคยได้เรียนที่ไหนมาก่อน มีแต่พื้นฐานทางด้านวาดเขียนก็เปนอะไรที่ช่วยได้เยอะมากทุกอย่างที่เราเรียนมาทั้งหมดสามารถนำมาช่วยทำงานให้สายอาชีพนี้ได้ ที่ผ่านมาผมอาศัยความชอบ ความถนัด มาช่วยเป็นแรงผลักดันให้เกิดเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับเรียนรู้ต่อไป

     “จากนั้นพอเริ่มจับทางถูกว่าเราจะทำงานทางด้านนี้จริงๆ เราก็เริ่มศึกษาว่าการทำธุรกิจที่ดีจะต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ดี มีการบริหารเงินที่ดี มีการผลิตที่ดี มีการโฆษณาที่ดี แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องแยกแยะว่า ธุรกิจไฮแฟชั่นก็เหมือนเรารับตัดเสื้อทั่วไป การที่เรารับตัดเสื้อทั่วไปกับการที่เราจะรับตัดเสื้อสำเร็จรูปขายเราจะต้องแยกออกจากกัน คือเสื้อสำเร็จรูปเราทำขึ้นมาเพื่อให้คนทุกคนทุกระดับทุกวัยใส่ได้ และซื้อได้โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องของราคา แต่เสื้อสั่งตัดคือไฮแฟชั่น บางทีมีปัญหาเรื่องของราคาแพง ที่แพงก็เพราะการเลือกใช้วัสดุที่ดี แต่สิ่งที่ทำให้เสื้อผ้าร้านผมแพงคือความต้องการของลูกค้าที่มาเป็นตัวกำหนดให้เสื้อผ้ามีราคาแพงขึ้น บางครั้งเวลาที่ลูกค้าสั่งตัดชุดเดียว ตัวเดียว เขาก็ต้องการความพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถไปหาซื้อที่ไหนได้ เราก็ต้องใส่ความพิเศษให้เขา เพราะฉะนั้นถ้าไม่รักไม่ชอบงานทางด้านนี้จริงๆ ก็อาจท้อถอย หรือเลิกล้มกลางคันได้ ดังนั้นความรักและความชอบก็ทำให้เรามีพลังในการต่อสู้กับอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้เอง”

     ได้ฟังเรื่องราวของบรมครูทางด้านแฟชั่นมาพอสมควรก็ทำให้ทราบว่า การที่เราจะทำงานอะไรให้ประสบความสำเร็จแล้วในขั้นตอนแรกเราก็ต้องมีพรสวรรค์ทางด้านนี้อยู่ในตัวเองด้วย จึงจะเห็นความสำเร็จลอยมาแต่ไกล

     “ผมว่าความชอบกับพรสวรรค์ ทำให้ทุกคนมีใจที่จะสู้และ ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ เพราะฉะนั้น การที่จะเรียนแฟชั่นหรือเรียนอะไรก็ตามถ้าไม่มีพรสวรรค์หรือไม่มีความชอบในสิ่งที่เราเรียนก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ผมขอท้าเลยว่าคนที่จบปริญญาตรีหรือปริญญาเอกทางด้านแฟชั่นมา กับคนที่มีความรัก ความชอบและเริ่มคลุกคลี ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นมาตั่งแต่อายุยังน้อย ฝ่าฟันกับอุปสรรค เรียนรู้ ต่อสู้กันไปก็จะได้รับความลึกซึ้งกับอาชีพตรงนี้มากกว่าคนที่เรียนมาอีก คนที่เรียนมาทางด้านนี้ก็เพื่อมีข้อมูลมาประกอบอาชีพ แต่พอเขาเริ่มมาประกอบอาชีพก็เท่ากับว่าต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับชีวิตเลย เขาอาจจะมีภาษีมากกว่าที่เขาได้เรียนพื้นฐานทางด้านนี้มาโดยตรง แต่ทั้งหมดแล้วก็ยังสู้พรสวรรค์ที่ติดตัวมาไม่ได้อยู่ดี”

     “เท่าที่อยู่วงการนี้มา จะเห็นว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีพรสวรรค์ แต่คนที่ไม่มีพรสวรรค์หรือคนที่เรียนมาทางด้านแฟชั่นมาเขาก็อาจประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่เรียนทางด้านนี้มาแล้วทำสินค้าสำเร็จรูป ทำอาชีพนี้โดยตรง คนที่มีพรสวรรค์จะมีภาษีกว่า ทำงานมา จนอายุจะ 60 ปีแล้วมีดีไซเนอร์เป็นร้อยเป็นพัน แต่ถ้าพูดถึง Top designer ในเมืองไทยที่เข้าขั้นจริงๆยังนับไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ ถือว่ายังน้อยเหมือนกันคือเราอาจมองว่าคนที่สนใจและเข้ามาทำอาชีพนี้มีให้เห็นเยอะมาก แต่ถ้าวัดความสำเร็จก็ถือว่าน้อยเต็มที เราเห็นงาน ELLE FASHION WEEK ซึ่ง ELLE เป็นหนังสือหัวนอกที่ให้ความสำคัญกับอาชีพแฟชั่นเมืองไทยมาก การที่เขาจัดงานนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการได้คัดสรรผลงานของ ดีไซเนอร์เมืองไทย เพื่อให้งานออกมาสู่สายตาประชาชน ให้คนได้ตัดสินว่า เขาเป็นดีไซเนอร์จริงๆ หรือว่าเป็นแค่ช่างตัดเสื้อ หรือเป็นแค่ความฉาบฉวยกันแน่”

     “เพราะฉะนั้นอยากบอกเด็ก ที่อยากเข้ามาทำงานในวงการแฟชั่นว่า อาชีพนี้มีคนอยากทำเยอะมาก แต่การเข้าวงการมาแบบฉาบฉวย พ่อแม่รวย ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะเมื่อเกิดปัญหาแต่ละครั้งส่วนใหญ่ก็จะทนไม่ไหว ถอนตัวกันไปเยอะเหมือนกัน เนื่องจากเราต้องเจอกับลูกค้าหลายแบบ คนที่จะทุ่มเทให้กับความพิเศษอย่างที่ลูกค้าต้องการได้ คนๆนั้นก็จะต้องเป็นคนที่อดทนมากๆ”

     “อาชีพนี้เราต้องแข่งกับตัวเอง พยายามทำตัวให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้อง ก็จะประสบความสำเร็จได้ การทำงานแต่ละครั้งเราต้องศึกษาหลายอย่าง ทั้งการเป็นตัวของตัวเอง การดูเทรนด์แฟชั่นของโลก คำว่าแฟชั่นมันก็จะวนไปวนมา เพราะฉะนั้นแฟชั่นก็จะมีเหมือนเดิมบ้าง ก็เป็นเรื่องปรกติ”

     “สำหรับร้าน Kai เราทำเสื้อผ้าคลาสสิก เราคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการสวมใส่เสื้อผ้าของลูกค้าเป็นหลักว่า ถ้าลูกค้าเสียเงินกับเรา เขาจะต้องได้รับความคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ซึ่งจุดนี้เราก็สามารถวัดความสำเร็จและความมีชื่อเสียงจากลูกค้าที่มีมาเรื่อยๆได้เราเปิดร้านมานาน มีผลงานมากมายใครจะชอบงานเรามากน้อยแค่ไหนก็วัดได้ที่การอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้”

     “สำหรับโครงการในอนาคตผมก็จะทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด ถ้ามีเงินสักก้อนก็จะเปิดพิพิธภัณฑ์แฟชั่นส่วนตัวให้กับตัวเอง เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ดูกัน ได้ให้คนอื่นดูผลงานประวัติการทำงานของเรา หากวันหนึ่งเราตายไป 20-30 ปี แต่ผลงานที่เราทำก็ยังอยู่ เขาจะได้รู้ว่าสมัยที่เรายังอยู่เขาทำงานกันแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีถ้าทำได้ ก็ภาวนาอยากให้ทำได้เหมือนกันเพราะเราไม่สามารถอุทิศความที่เราชอบให้กับใครได้ เราก็คือเรา เขาก็คือเขา ของแบบนี้มันไม่มีตัวตายตัวแทนกันได้ ดังนั้นความเป็นตัวของเราก็จะมีอยู่ที่เดียว แห่งเดียวในโลกใบนี้”

Kai.

 



This post is tagged

Designer list